วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

ความรู้เกี่ยวกับประเทศจีน

รอบรู้เรื่องจีน
ไห่ญุ่ย (พ.ศ. 2057 - 2130)


ไห่ญุ่ยเป็นยอดคนจีนไหหลำผู้ฝากเกียรติคุณไว้ในประวัติศาสตร์จีน มีฉายาว่า “เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว” เขาเป็นชาวมุสลิมอำเภอฉงซาน มณฑลไหหลำ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2057 แซ่ไห่ ชื่อ ญุ่ย ชื่อรอง ญู่เสียน อีกชื่อหนึ่งว่า กั๋วไค สมญาว่า กังเฟิง คนนิยมเรียกว่า “กังเฟิงเซียนเซิง” ปู่ชื่อ ไห่ควน เคยเป็นนายอำเภอซงซี มณฑลฝูเจี้ยน ไห่ญุ่ยกำพร้าบิดาตั้งแต่ 4 ขวบ ฐานะยากจน แต่มารดาครองหม้ายพรหมจรรย์ ให้การศึกษาอบรมเขาอย่างเข้มงวด พ.ศ. 2092 สอบได้ชั้นจิ้นซื่อ (คนได้ที่ 1 คือ จอหงวน) พ.ศ. 2101 ได้เป็นนายอำเภอฉุนอัน มณฑลเจ้อเจียง เขาขจัดการปกครองที่ชั่วร้าย บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน เป็นที่รักของราษฏรมาก
ขณะนั้น อัครมหาเสนาบดีเหยียนซงเป็นกังฉินชั่วร้าย บริวารของเขาชื่อ เยียนเม่าชิง เป็นข้าหลวงเกลือ ออกตรวจราชการ ขุนนางท้องถิ่นทุกแห่งต้อนรับและให้ข้าวของเต็มที่ แต่พอมาถึงอำเภอฉุนอัน ไห่ญุ่ยให้ของกำนัลน้อยมาก เยียนเม่าชิงจึงไม่พอใจ พอไห่ญุ่ยได้เลื่อนเป็นรองข้าหลวงจังหวัด ก็ถูกพรรคพวกของเยียนเม่าชิงใส่ความ โดนลดตำแหน่ง แต่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ถึง พ.ศ. 2107 ได้เลื่อนเป็นหัวหน้ากองในกระทรวงประชากร
ช่วงนั้น ราชวงศ์หมิงฟอนเฟะ ประชาชนถูกขูดรีดภาษีหนัก หมิงซื่อจงฮ่องเต้ลุ่มหลงลัทธิเต๋า เฝ้าแต่ปรุงยาอายุวัฒนะ หวังบรรลุอมตภาพ ขันทีและขุนนางกังฉินกุมอำนาจ ไห่ญุ่ยถวายฎีกาทักท้วงตักเตือนฮ่องเต้ว่าให้เลิกงมงายและใส่ใจทะนุบำรุงประชาชน ถูกกริ้วต้องโทษจองจำรอประหาร แต่พอดีหมิงซื่อจงสวรรคต ฮ่องเต้องค์ใหม่พระราชทานอภัยโทษ กลับเข้ารับราชการเป็นผู้ตรวจราชการ 10 หัวเมือง ขณะนั้นทางฝั่งใต้แม่น้ำแยงซีประชาชนถูกขูดรีดและริบที่ดิน การชลประทานไร้ประสิทธิภาพ ราษฎรเดือดร้อนสาหัส ไห่ญุ่ยแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง ปฏิรูประบบภาษี ลดภาระของราษฏร ลงโทษขุนนางและผู้มีอิทธิพลที่โกงที่ดินราษฏร เช่น คนในครอบครัวของสีว์เจียขุนนางผู้ใหญ่โกงที่ดินประชาชนถึง 240,000 กว่าหมู่ (ราว 1 หมื่นไร่) ไห่ญุ่ยลงโทษอย่างไม่ไว้หน้า เอาที่ดินคืนให้ประชาชน ทำให้สีว์เจียแค้นใช้เงินติดสินบนขุนนางผู้ใหญ่และใส่ความจนไห่ญุ่ยถูกปลด ประชาชนทราบข่าว ต่างร่ำไห้มาส่งทั่วทุกหนทุกแห่ง และเขียนรูปไห่ญุ่ยไว้บูชา ไห่ญุ่ยกลับไปอยู่บ้านนานสิบกว่าปี ถึง พ.ศ. 2128 รัชกาลพระเจ้าหมิงเสินจง จึงได้กลับมาเป็นผู้ตรวจราชการอีก ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจนเป็นผู้ตรวจราชการประจำเมืองนานกิง
ไห่ญุ่ยเป็นคนกร้าวแกร่งซื่อตรง ชิงชังการฉ้อราษฏร์บังหลวง ต่อต้านขุนนางชั่วร้ายและผู้มีอิทธิพลเต็มที่ ปฏิรูประบบที่ดิน คืนที่นาให้ประชาชน ยกระดับความเป็นอยู่ของชาวนาและทาสทำนา ต่อต้านความฉ้อฉล รักษากฏหมายอย่างเคร่งครัด ชีวิตส่วนตัวสมถะ บริสุทธิ์ผุดผ่อง เมื่อถึงแก่อนิจกรรม มีเพียงเสื้อป่านขาดๆ เหลืออยู่เพียงตัวเดียว ไม่มีแม้เงินจัดพิธีฝังศพตัวเอง เพื่อนๆ และประชาชนต้องเรี่ยไรเงินจัดพิธีศพให้ ประชาชนมาส่งศพทั้งสองฝั่งแม่น้ำยาวไปนับร้อยลี้ (1 ลี้เท่ากับ 450 เมตร) ไม่ขาดเสียงร่ำไห้อาลัยรัก ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม จึงได้รับฉายา “เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว” ทางการปูนบำเหน็จความชอบให้มียศเป็น “ราชครูของรัชทายาท” เป็นเกียรติคุณสูงสุด เขามีบทนิพนธ์รวมอยู่ในชุด “ประชุมบทนิพนธ์ของไห่ญุ่ย”
ศาลบูชาไห่ญุ่ยในประเทศไทยอยู่ที่เชิงสะพานสาทรฝั่งกรุงเทพ คนทั่วไปเรียกว่า ศาลเจ้าไหหลำ

เกร็ดวัฒนธรรม
อาคันตุกะพึ่งกิน (食客)
เมื่อกล่าวถึงความหมายตามตัวอักษรของ สือเค่อ (食客)จะเห็นได้ว่า สือ (食)หมายถึง กิน, รับประทาน(客)หมายถึง แขกผู้มาเยือน ดังนั้น สือเค่อ จึงหมายถึงแขกผู้ที่มาพึ่งพาอาศัย หรือพักอยู่กับเจ้าบ้าน โดยที่เจ้าบ้านจะเป็นผู้รับผิดชอบเลี้ยงดู ให้ที่พักพิงและอาหาร หรือเรียกอีกอย่างว่า “อาคันตุกะพึ่งกิน”
กระแส “อาคันตุกะพึ่งกิน” นี้เริ่มมีขึ้นในสมัยชุนชิวจั้นกว๋อ(春秋战国,770 - 221 ปี ก่อน ค.ศ.)ซึ่งเคยมีประวัติเจ้าบ้านเลี้ยงดูหรืออุปการะอาคันตุกะพึ่งกินมากที่สุดถึงจำนวน 3,000 กว่าคน สำหรับที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ที่เป็นสือเค่อก็เช่นกัน ต้องพึ่งพาอาศัยเจ้าบ้าน ส่วนใหญ่ต้องบากหน้าไปพึ่งพาอาศัยครอบครัวขุนนางราชนิกุล หรือเร่ร่อนไปตามบ้านขุนนางปัญญาชนด้วยกันเอง โดยมีหน้าที่เป็นผู้พยากรณ์หรือทำนายอนาคตล่วงหน้า เกี่ยวกับตำแหน่ง ลาภยศ ที่บรรดาขุนนางต่างแสวงหา, มุ่งแสวงหาสิ่งที่เป็นมงคล ช่วยสะเดาะเคราะห์ให้แก่เจ้าบ้าน หรือไม่ก็ทำหน้าที่เป็นผู้วางแผนกุศโลบายต่างๆ อย่างโหมวซื่อ (谋士)และจวินซือ(军师) นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์สุย(隋朝)และถัง(唐朝)เป็นต้นมา ในบ้านขุนนางระดับกลางล้วนแล้วแต่มีที่ปรึกษาลักษณะนี้พักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขาไม่เพียงแต่จะเป็นแขกผู้มีเกียรติในบ้านเท่านั้น บางครั้งถึงกับเป็น “ผู้ต้อนรับแขก” แทนเจ้าบ้านด้วย ในงานเลี้ยงรับรองแขกของเจ้าบ้าน ก็มักมีบุคคลกลุ่มนี้ร่วมอยู่ด้วยเสมอ ดังเช่นในบทประพันธ์เรื่อง “ตู๋อี้จื้อ”《独异志》 ซึ่งบันทึกถึงในปีรัชศกเจินหยวน(贞元)แห่งกษัตริย์ถังเต๋อจง(唐德宗)สมัยราชวงศ์ถัง(唐代)ว่ามีที่ปรึกษาลักษณะนี้อยู่ท่านหนึ่งเช่นกัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลี่ซือกู่(李师古)จัดงานเลี้ยงรับรอง หวงผู่ปี้, เจี่ยจื๋อเหยียน เป็นต้น รวมสิบคน และก็มีที่ปรึกษาท่านนี้รวมอยู่ด้วย โดยเชิญให้เขาช่วยดูดวงให้กับแขกที่ร่วมงานทีละคน หลังจากเขาดูดวงเสร็จ ก็กล่าวขึ้นว่า “ภายในสิบวัน จะเกิดเภทภัยร้ายแรง” และแล้วหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ศาลาถล่มล้มครืนลงมา มีผู้เสียชีวิตหนึ่งคน ที่เหลือบาดเจ็บ นอกจากนี้ ในบทประพันธ์เรื่อง “ซวี่เซียงซานเหย่ลู่”《续湘山野录》กล่าวถึงในสมัยราชวงศ์ซ่ง(宋代)ที่บ้านของซูอี้เจี่ยน (苏易简)ก็มีสือเค่อประเภทนี้อยู่ เขาไม่เพียงแต่จะเป็นผู้วางแผนงานเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงทาย หรือดูดวงให้แก่แขกที่ไปมาหาสู่แทนเจ้าบ้านอีกด้วย ซึ่งกระแสนี้เป็นที่นิยมกันมาก ในสมัยราชวงศ์หมิง(明代) ข้างกายฮ่องเต้แต่ละพระองค์ต่างก็มีที่ปรึกษาเช่นนี้ติดตามอยู่ คอยช่วยกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ กรีฑาทัพไปทำสงคราม แต่งตั้งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ต่างต้องขอคำปรึกษา หรือคำชี้แนะเพิ่มเติมจากบุคคลเหล่านี้เช่นกัน และแล้ว ที่ปรึกษาผู้มีความเชี่ยวชาญในการดูดวง ดูโชคชะตา มีความรู้ด้านพยากรณ์ศาสตร์, นรลักษณ์ศาสตร์ เป็นต้น ได้กลายเป็นขุนนางพิเศษผู้วางแผนของผู้ปกครองระบบศักดินา เมื่อกษัตริย์หลายพระองค์ต่างเป็นเช่นนี้ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่จึงเจริญรอยตาม ในสมัยกษัตริย์หมิงอิงจง(明英宗)ขุนนางคนสำคัญนาม สือเฮิง(石亨)ก็มีที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องผูกดวง ดูดวงอยู่ท่านหนึ่งชื่อ ถงอิ่น(仝寅) คอยติดตามอยู่เช่นกัน เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็มีบันทึกอยู่ในบทประพันธ์ “ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง บทฟังจี้จ้วน” 《明史 ·方伎传》 ดังนั้นในพงศาวดาร เกร็ดประวัติศาสตร์ และนวนิยายที่จดบันทึกเป็นลายมือเขียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง กระทั่งในปัจจุบัน เรายังสามารถพบเห็นที่ปรึกษา “สือเค่อ” หรือที่ปรึกษาประเภท “อาคันตุกะพึ่งกิน” ประเภทนี้ได้ตามบ้านใครบางคนได้เช่นกัน เพียงแต่ส่วนที่แตกต่างกันคือ ปัจจุบันกิจกรรมการดูหมอก็มักจะมาคู่กับ “ศาสตร์การพยากรณ์” “ชี่กง” เป็นต้น
อาคันตุกะพึ่งกินสามพันคน
ในสมัยจั้นกว๋อ(战国时代, 475 – 221 ปี ก่อน ค.ศ.)การเลี้ยงขุนนางที่ปรึกษาได้กลายเป็นสิ่งที่นิยมกันและถือว่าทันสมัยมากอย่างหนึ่งในหมู่สังคมชนชั้นสูง ขอเพียงเป็นราชาผู้มีพลานุภาพ หรือเป็นขุนนางผู้มีอำนาจเกรียงไกร มีความมุ่งมาดปรารถนาอันแรงกล้า ต่างก็ต้องการเลี้ยงที่ปรึกษาเหล่านี้ไว้เพื่อแสดงถึงความมีหน้ามีตาในสังคม ในสมัยจั้นกว๋อตอนต้น(战国初期)ตั้งแต่จ้าวเซียงจื่อ(赵襄子)เว่ยเหวินโฮ่ว (魏文侯)อีกทั้งชนรุ่นหลังอย่าง อ๋องฮุ่ยเหวินแห่งแคว้นจ้าว(赵惠文王), อ๋องจาวแห่งแคว้นเยียน(燕昭王), “คุณชายทั้งสี่แห่งจั้นกว๋อ”(战国四公子) , อัครมหาเสนาบดีหลี่ว์ปู้เหว่ยแห่งรัฐฉิน(秦相吕不韦), อ๋องไท่จื่อตัน(燕太子丹) แห่งรัฐเยียน เป็นต้น ล้วนมีที่ปรึกษาที่เลี้ยงไว้นับพันๆ คน ทั้งนี้ ขอบเขตการเลี้ยงที่ปรึกษาไว้ในอาณัตินั้นกว้างขวางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยชุนชิว(春秋,770-476 ปี ก่อน ค.ศ.) มีมากมายจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว เนื่องจากรูปแบบในการเลี้ยงดูที่ปรึกษาดังกล่าวนี้ ถือเป็นการรวบรวมบุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมากไว้ด้วยกัน ทั้งเป็นการยกระดับชื่อเสียงในด้านการปกครองของตนเองให้สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเสริมพลังอำนาจทางด้านการเมืองการปกครองของตนให้เข้มแข็งเกรียงไกร จนกระทั่งสามารถยกระดับเป็นเจ้าครองแคว้นหนึ่งๆ ที่มีคนนับหน้าถือตาในสังคมได้รวดเร็วเช่นกัน ดังนั้นจึงมีการแก่งแย่งชิงดี แย่งชิงผู้มีความรู้ความสามารถมาอยู่ด้วยกันกับตนในหมู่ชนชั้นสูงด้วย เรียกได้ว่าเป็นการเหวี่ยงแหกวาดต้อนคนมีความสามารถมาอยู่ใต้อาณัติเลยทีเดียว และกลายเป็นกระแสการไหลเวียนของที่ปรึกษาผู้มีความรู้ความสามารถที่ไม่ได้อาศัยอยู่เฉพาะกับนายเพียงคนเดียว นอกจากนี้ยังถือเป็นเวทีประลองฝีมือของผู้มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อีกด้วย
สำหรับที่ปรึกษาในสมัยจั้นกว๋อนั้น ได้กลายเป็นแหล่งศูนย์รวมผู้มีความรู้ความสามารถ โดยยึดเอา “คุณชายทั้งสี่” เป็นแบบอย่าง อันได้แก่ เมิ่งฉางจวินเถียนเหวิน(孟尝君田文)แห่งรัฐฉี(齐国)ซิ่นหลิงจวินเว่ยอู๋จี้(信陵君魏无忌)แห่งรัฐเว่ย(魏国)ผิงหยวนจวินจ้าวเซิ่ง(平原君赵胜)แห่งรัฐจ้าว(赵国)และชุนเซินจวินหวงเซีย(春申君黄歇)แห่งรัฐฉู่(楚国)ทั้งนี้มีบุคคลที่มีความรู้และความชำนาญในสาขาวิชาต่างๆ จำนวนมากมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว สำหรับอาคันตุกะพึ่งกินที่เป็นที่ปรึกษาในบ้าน “คุณชายทั้งสี่” แต่ละท่านนั้นมีมากกว่า 3,000 คน ศักดินาของเมิ่งฉางจวินที่ได้รับจากกษัตริย์ก็คือ การมีเมืองเซวียอี้(薛邑)ที่มีประชากรมากกว่าหมื่นครัวเรือนขึ้นไป แต่ปรากฏว่ารายรับในหนึ่งปีที่เซวียอี้ ยังไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงที่ปรึกษาที่มีอยู่ ฉินจาวเซียงหวาง(秦昭襄王)ยังได้ยกย่องเมิ่งฉางจวินว่าเก่งและดีในด้านการผูกสัมพันธ์กับผู้คนที่มากความสามารถอยู่หลากหลายประเภท กระทั่งเคยกล่าวว่า “ที่ปรึกษาในความดูแลของเมิ่งจวินมีมากมาย เปรียบเหมือนเมืองหรือแหล่งที่มีบุคลากรทุกประเภท ไม่มีประเภทไหนที่ไม่มี” สำหรับที่ปรึกษาที่อยู่ภายใต้การดูแลของผิงหยวนจวินก็มีมากไม่แพ้กัน “มีพร้อมทั้งบุ๋นและบู้” เขาถึงกับเคยชมตัวเองว่า พอเกิดมีเรื่องขึ้นเมื่อใด “ไม่ต้องไปหาที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยจากที่ใดจากภายนอกเลย เพียงคัดเลือกจากอาคันตุกะพึ่งกินซึ่งเป็นขุนนางที่ปรึกษาใต้ชายคาก็เพียงพอแล้ว” และสำหรับที่ปรึกษาในความดูแลของซิ่นหลิงจวิน เก่งขนาดสามารถดักซุ่มอยู่ข้างกายของจ้าวอ๋อง (赵王)ได้ เขาสามารถทราบเบาะแสโอกาสการลงมือจู่โจมข้าศึกได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าเจ้าครองแคว้นอย่างเว่ยอันสี่(魏安僖王)ของพวกเขาเสียอีก การรวบรวมผู้มีความสามารถจำนวนมากเป็นพลังของสังคมที่แข็งแกร่งและเกรียงไกร ซิ่นหลิงจวินได้ชื่อว่ามีเมตตาเลี้ยงดูที่ปรึกษามากมาย กระทั่งผู้มีความรู้ความสามารถที่เร่ร่อนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงรอบๆ นับพันลี้ต่างแย่งชิงกันเพื่อมาอาศัยพักพิงอยู่กับซิ่นหลิงจวิน “ในขณะนั้น จูโหวหรือเจ้าครองแคว้นเห็นว่าคุณชายเป็นบุคคลที่มีคุณธรรม มีความสามารถ มีขุนนางที่ปรึกษาในความดูแลมากมาย จึงไม่กล้าส่งทหารไปรุกรานรัฐเว่ยนานถึงสิบกว่าปี ส่วนคุณชายอีกสามท่านนั้น ก็ได้เป็นผู้มีอิทธิพลต่อสังคมด้วยพลานุภาพที่มีอยู่มากมายแตกต่างกัน

ปกิณกะประวัติศาสตร์
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับชนเผ่ามองโกล
เมื่อเอ่ยถึงดินแดนที่เป็นทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มทางตอนเหนือของประเทศจีน หลายคนคงนึกถึงชนเผ่ามองโกล(蒙古族)ที่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับธรรมชาติที่งดงามแห่งนี้นับแต่เด็กจนโต แท้จริงแล้ว ชาวมองโกลมีประวัติศาสตร์ชนเผ่ายาวนานนับพันปี ชื่อเรียกชนเผ่าดังที่รู้จักกันในปัจจุบันนั้น มีความหมายในภาษามองโกลว่า “นิรันดร์” โดยชื่อดังกล่าวเริ่มแปลเป็นภาษาจีนครั้งแรกในยุคราชวงศ์ถัง(唐朝)ของจีน เดิมทีคำว่า “มองโกล” ใช้เป็นชื่อเรียกรวมของชุมชนแห่งหนึ่งที่มีชาวมองโกลอาศัยอยู่ ชื่อเรียกชาวมองโกลเริ่มกลายเป็นที่รู้จักของคนโดยทั่วไปเมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 13 หลังจากที่เจงกีสข่าน (成吉思汗)ผู้นำชนเผ่าสามารถผนวกชุมชนน้อยใหญ่ให้เป็นชุมชนที่มีความเป็นเอกเทศ กระทั่งค่อยๆ ก่อตัวเป็นชนเผ่าที่มีแสนยานุภาพในเวลาต่อมา ดังนั้น คำว่า “มองโกล” ที่เป็นคำเรียกของชุมชนก็กลายเป็นชื่อเรียกรวมของชนเผ่าไปโดยปริยาย






หากย้อนกลับไปถึงความเป็นมาของชนเผ่ามองโกลจะพบว่า คนกลุ่มนี้รวมตัวเป็นชุมชน(部落)ครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 7 โดยตั้งรกรากอยู่บริเวณแม่น้ำวั่งเจี้ยน(望见河)ในยุคราชวงศ์ถัง ชาวมองโกลมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับอนารยชนเผ่าอื่นๆ ในยุคนั้นอย่างชนเผ่าตงหู ชนเผ่าเซียนเปย ชนเผ่าชี่ตาน ชนเผ่าซื่อเหว่ย กระทั่งช่วงศตวรรษที่ 12 เตมูจิน(铁木真)ผู้นำชุมชนมองโกลสามารถปราบปรามชุมชนน้อยใหญ่จำนวนมากเป็นผลสำเร็จ และผนวกให้เป็นหนึ่งเดียวกลายเป็นชนเผ่ามองโกล จากนั้น จึงจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างใหญ่โตที่ริมฝั่งแม่น้ำเสวียนหนาน(选难河)ในปี ค.ศ. 1206 เตมูจินประกาศสถาปนาอาณาจักรมองโกลอย่างเป็นทางการ และตั้งตนเป็นข่านที่มีอำนาจสูงสุด โดยมีสมญานามว่า “เจงกีสข่าน” ต่อจากนั้น เขาก็เริ่มกรีฑาทัพบุกยึดดินแดนทางตอนเหนือของประเทศ แล้วยกทัพไปบุกดินแดนตะวันตกอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสถาปนาอาณาจักรข่าน 4 แห่ง อย่าง ชินฉา ฉาเหอไถ วอคั่วไถและอีเอ่อ ถือเป็นการบุกเบิกเส้นทางคมนาคมระหว่างดินแดนเอเชียและดินแดนยุโรป กระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างดินแดนทั้งหลายเหล่านี้




ชนเผ่ามองโกลเชื่อว่าจิ้งจอกกับกวางขาวเป็นบรรพบุรุษของตน เหตุที่เลือกสัตว์ทั้งสองชนิดเป็นสัตว์เทพซึ่งมีไว้เพื่อบูชานั้น มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่า มีความเกี่ยวพันกับที่มาของชาวมองโกลในยุคบรรพกาล เพราะสัตว์สองชนิดนี้ต่างอาศัยอยู่ในภูเขาลำเนาไพรและทุ่งหญ้าที่เขียวชอุ่ม ในฐานะที่เป็นสัตว์บูชาของชนเผ่ามองโกลแต่ดั้งเดิม จึงปรากฏเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับสัตว์สองชนิดนี้ตกทอดกันในหมู่ชาวมองโกล บันทึกประวัติศาสตร์ลับของชนเผ่ามองโกลกล่าวไว้ว่า สัตว์ทั้งสองชนิดนี้เป็นบรรพบุรุษของเจงกีสข่าน พวกมันได้รับบัญชาจากสวรรค์ให้แปลงกายจุติลงมายังโลกมนุษย์ จากนั้นก็ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันบริเวณต้นแม่น้ำ....หนาน ด้านหน้าภูเขาปู้เอ๋อฮั่น และขยายเผ่าพันธุ์ให้กับชนเผ่ามองโกล นักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของชนเผ่าต่างๆ ในจีนเห็นพ้องต้องกันว่า ชนเผ่ามองโกลมาจากชนเผ่าตงหู เพียงแต่ใช้ภาษาต่างกัน และมีชื่อเรียกชุมชนแตกต่างกัน บันทึกประวัติศาสตร์เรื่องสื่อจี้(史记ในยุคราชวงศ์ฮั่นของซือหม่าเชียน(司马迁)กล่าวถึงชนเผ่าตงหูว่า เป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ทางด้านตะวันออกของชนเผ่าซวงหนู(匈奴) 3 ศตวรรษก่อน ค.ศ. ชาวอนารยชนกลุ่มนี้ยังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาของสังคมยุคดึกดำบรรพ์ และยังคงระเหเร่ร่อนไปตามพื้นที่ต่างๆ อยู่ตลอดระยะเวลาเกือบพันปีหลังจากนั้น
กระทั่งปี ค.ศ. 1271 กษัตริย์กุบไลข่าน (忽必烈)เปลี่ยนชื่อเรียกอาณาจักรมองโกลเป็น “หยวน” สถาปนาราชวงศ์หยวนขึ้นและสามารถโค่นล้มราชวงศ์ซ่งใต้ได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1279 ว่าผนวกดินแดนจีนให้เป็นหนึ่งเดียวได้ในที่สุด อาณาเขตของราชวงศ์หยวนภายใต้การปกครองของชนเผ่ากลุ่มน้อยอย่างมองโกล ถือว่ามีขนาดใกล้เคียงกับอาณาเขตของประเทศจีนในปัจจุบัน ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีช่วงที่ชาวมองโกลอยู่ภายใต้การปกครองของเจงกีสข่านและกุบไลข่าน อาณาจักรจีนมีอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก โดยทางเหนือมีอาณาเขตจรดไซบีเรียตะวันตก ทางใต้จรดทะเลใต้ ทางตะวันออกเฉียงเหนือจรดด้านตะวันตกของแม่น้ำอูซูหลี่ ทางตะวันตกเฉียงใต้จรดมณฑลยูนนาน ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ถือเป็นเขตปกครองภายใต้ราชสำนักหยวนและถือเป็นครั้งแรกที่มีการปกครองดินแดนทิเบต และมีการแต่งตั้งขุนนางไปดูแลดินแดนไต้หวัน ด้วยเหตุที่ในยุคนี้มีการกรีฑาทัพไปบุกดินแดนทางด้านตะวันออก ทำให้ชาวมองโกลถูกส่งไปประจำยังดินแดนต่างๆ ทั่วประเทศ ปัจจุบันจึงมีชาวมองโกลอาศัยอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ แต่เมื่อถึง ค.ศ. 1368 หลังจากที่ราชวงศ์หมิงขึ้นปกครองประเทศ ชาวมองโกลที่เป็นอำนาจเก่าของราชวงศ์หยวนต่างถอยร่นไปอยู่ยังทุ่งหญ้าทางตอนเหนือของประเทศ



ช่วงปลายศตวรรษที่ 16 พื้นที่มองโกลแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ เขตทะเลทรายทางตอนเหนือ ตอนใต้และตะวันตก แต่ละพื้นที่จะมีชาวมองโกลหลายชุมชนอาศัยอยู่รวมกัน วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1947 มีการสถาปนาเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน(内蒙古) ขึ้นอย่างเป็นทางการ ถือเป็นหนึ่งในเขตปกครองตนเองที่ปกครองโดยชนเผ่ากลุ่มน้อยของจีน ปัจจุบัน ในจำนวน 56 ชนเผ่าของจีน ชาวมองโกลมีประชากรมากเป็นลำดับที่ 6 ส่วนใหญ่อาศัยกระจายอยู่ตามมณฑลเหอเป่ย มณฑลชิงไห่และเขตปกครองตนเองซินเกียง ประชากรมองโกลส่วนใหญ่ยังคงอาศัยการทำไร่ไถนาเป็นอาชีพหลัก ความเป็นอยู่และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวมองโกลเพิ่มสูงขึ้นในระดับที่น่าพอใจ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นดินแดนที่มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของจีนในอนาคต















ภาษาพาที 开口说

再… 也…
zài…yě…
ถึง (จะ) ... ก็ ...

เป็นโครงสร้างประโยคที่แสดงเงื่อนไขว่า หากยังคงเกิดเหตุการณ์หรือกระทำกริยานั้นๆ ซ้ำต่อไป ก็จะไม่เป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น

再说得好听也不值一分钱。
Zài shuō de hǎo tīng yě bù zhí yì fēn qián.
ถึงจะพูดให้ฟังดูดีแค่ไหนก็ยังไม่มีค่าแม้แต่สตางค์แดงเดียว

你再怎么劝,他也不动心。
Nǐ zài zěnme quàn, tā yě bú dòngxīn.
ถึงคุณจะพูดชักชวนอย่างไร เขาก็ไม่หวั่นไหวหรอก

再困难也不怕。
Zài kùnnan yě bú pà
ถึงจะยากลำบากก็ไม่กลัว

หมายเหตุ ส่วนมากวลีที่ตามหลัง 也มักจะอยู่ในรูปปฎิเสธ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อยู่ในรูปบอกเล่า เช่น

现在太晚了,明天一早再给他打电话也来得及。
Xiànzài tài wǎn le, míngtiān yì zǎo zài gěi tā dǎ diànhuà yě láidejí.
ตอนนี้ดึกเกินไปแล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยโทรศัพท์หาเขาก็ยังทัน (ยังไม่สาย)

สาระประสาจีน 汉语浅谈

白昼 báizhòu กับ白天 báitiān
白天 báitiān หมายถึง ช่วงเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก ตรงข้ามกับ “黑夜 hēiyè”
白昼 báizhòu หมายถึง ช่วงเวลากลางวัน
จะเห็นได้ว่าสองคำนี้ล้วนมีความหมายเดียวกัน แต่แตกต่างกันด้านการใช้ คือ白天 báitiān นิยมใช้ในภาษาพูด ข้างหน้าอาจมี大dà ขยาย ได้ เป็น大白天dàbáitiān หมายถึง กลางวันแสกๆ ส่วน白昼 báizhòu นิยมใช้ในภาษาเขียน ข้างหน้าไม่สามารถมีส่วนขยายใดๆ ได้






ไวยากรณ์จีนไม่ยากอย่างที่คิด 汉语语法很简单

“连”字句 “Lián” zì jù
“连”字句 เป็นรูปแบบประโยคชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วย คำบุพบท 连 อยู่ด้านหน้า และมีคำวิเศษณ์ “都”(dōu ล้วน, ทั้งหมด) หรือ“也”yě (ก็...ด้วย) คอยรับด้านหลัง มีความหมายว่า “แม้ (แต่).... ล้วน / ก็ยัง....” มีโครงสร้างประโยค ดังนี้
连……都/也 + 动

ตัวอย่างเช่น
1. 连小孩子都懂得这个道理。
Lián xiǎoháizi dōu dǒngdé zhè ge dàolǐ.
แม้แต่เด็กก็ยังเข้าใจในหลักการนี้
2. 连蚂蚁都知道保全性命,何况人呢。
Lián máyǐ dōu zhīdao bǎoquán xìngmìng, hékuàng rén ne.
แม้แต่มดก็ล้วนรู้จักรักษาเอาตัวรอด นับประสาอะไรกับคนล่ะ

จุดเด่นในด้านความหมายของรูปประโยคประเภทนี้ คือ มีนัยของการเปรียบเทียบอยู่ จากสองประโยคข้างต้น จะเห็นได้ว่า มีการเปรียบเทียบระหว่าง เด็กและผู้ใหญ่
ในเมื่อเด็ก小孩子xiǎoháizi รู้และเข้าใจ懂dǒng มีนัยเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ คือ เมื่อเทียบกันแล้ว ผู้ใหญ่ก็ยิ่งต้องรู้และเข้าใจมากกว่าเด็ก 更懂gèngdǒng ; ในเมื่อมด蚂蚁máyǐ ยังรู้จักรักษาเอาตัวรอด保全性命bǎoquán xìngmìng แล้วคนที่มีความสามารถ มีความรู้ความคิดมากกว่ามด ก็ยิ่งต้องรู้จักรักษาเอาตัวรอดมากกว่ามด
连lián สามารถตามด้วยคำนาม คำกริยา คำบอกจำนวน (และคำลักษณะนาม) หรืออนุประโยคได้
ตัวอย่างเช่น
- 连山上都盖上了楼房。 (连นำหน้าคำนาม คือ 山上)
Lián shān shàng dōu gàishang le lóufáng.
แม้แต่บนภูเขาก็ยังปลูกสร้างอาคารเลย
- 这样的怪事,我连听都没听过。 (连นำหน้าคำกริยา คือ 听)
Zhè yàng de guàishì, wǒ lián tīng dōu méi tīngguo.
เรื่องประหลาดเช่นนี้ แม้แต่ฉันฟังก็ยังไม่เคยฟังมาก่อนเลย
- 这个月他连一天也没休息过。 (连นำหน้าคำบอกจำนวนและคำลักษณะนาม คือ一天)
Zhè ge yuè tā lián yì tiān yě méi xiūxiguo.
เดือนนี้ แม้แต่วันเดียวเขาก็ยังไม่เคยได้พักผ่อนเลย
- 连每一步棋是怎么下的他都记得。 (连นำหน้าอนุประโยค คือ 每一步棋是怎么下的)
Lián měi yí bù qí shì zěnme xià de tā dōu jìdé.
แม้แต่หมากแต่ละตาจะเดินอย่างไร เขาก็จำได้หมด

ข้อพึงระวัง
คำ连lián เมื่ออยู่หน้าคำกริยา หรือคำบอกจำนวนและคำลักษณะนาม โดยทั่วไปแล้วภาคแสดงจะอยู่ในรูปประโยคปฏิเสธ และจำนวนที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็น “一 yī”

ตัวอย่างเช่น
- 他连看电影都不喜欢。
Tā lián kàn diànyǐng dōu bù xǐhuan.
แม้แต่ดูภาพยนตร์เขาก็ยังไม่ชอบเลย
- 我连一分钟也等不下去了。
Wǒ lián yì fēn zhōng yě děng bú xiàqu le.
แม้แต่นาทีเดียวฉันก็รอไม่ไหวแล้ว

หากคำ连lián อยู่หน้าอนุประโยค ในอนุประโยคนั้นจะประกอบด้วยสรรพนามแสดงคำถามหรือคำบอกจำนวนที่ไม่เฉพาะเจาะจง
ตัวอย่างเช่น
- 连他住在哪儿我都不知道。
Lián tā zhù zài nǎr wǒ dōu bù zhīdao.
แม้แต่เขาอาศัยอยู่ที่ไหน ฉันก็ไม่รู้

- 连多少钱一公斤都不知道,怎么算?
Lián duōshao qián yì gōngjīn dōu bù zhīdao, zěnme suàn?
แม้แต่กิโลกรัมละเท่าไหร่ ก็ยังไม่รู้ จะคิดยังไงล่ะ?

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น